[ShortFic]Why

posted on 17 Jul 2013 14:15 by ashjii
*เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม...ของผปค.จ้า*
 
 
#วิ่งหนีดงทรีน
 
 
-คำเตือน : เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเอนทรี่ที่เกี่ยวกับมิตรภาพ Shonen Ai ไร้ซึ่งการโอโบ๊ะจาม๊ะใดๆ ทั้งสิ้น 
หากท่านใดรับไม่ได้ก็ออกจากเอนทรี่ได้เลยขอรับกระพ้ม
 
 
 
 
เชิญรับชมได้เลยครัฟ
 
 
 

Why?

 

เวลาตีสอง เป็นเวลาที่ข้าได้พาคนกลุ่มสุดท้ายในโรงอาหารนอนหลับพักผ่อน วันพรุ่งนี้บางส่วน..พวกเขาจะต้องเป็นอาหารให้กับคนในตระกูลลุซลำดับต้นๆ เมทเซร่ายิ้มขื่นนิดๆ พร้อมกับห่มผ้าให้กับเด็กน้อยอายุ 8 ขวบที่เมื่อตอนเย็นยังพูดเจื้อยแจ้วกับเขาอยู่เลยว่าวันพรุ่งนี้เขาจะพับจรวดที่ระบายสีเป็นลวดลายสวยงามให้เขาดู

เมทเซร่ารับปากว่าจะคอยดูมันบิน .. ก่อนที่รายชื่อของอาหารของคนเหล่านี้จะถูกนำมาส่งที่โรงครัว ..แมกซิส  ลุซ ผู้นำตระกูลได้ระบุอย่างเจาะจงว่าต้องการเด็กชายอายุต่ำกว่า 12 ปี.. ซึ่งตอนนี้ทั้งโรงครัวมีเพียงเด็กชายคนนี้เท่านั้น

เมทเซร่าไม่รู้หรอกว่าผู้อื่นในตระกูลได้นำคนเหล่านี้มายังโรงครัวได้อย่างไร เขาทำได้เพียงแค่คอยดูแลรักษาสุขภาพและมอบความสุขให้คนเหล่านี้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ก่อนที่เหล่ามนุษย์จะขึ้นบนโต๊ะอาหารของเหล่าบุคคลชั้นสูงในตระกูลที่ยังคงเย่อหยิ่งและจองหองที่ยังคงอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้

เพื่อหลบหนีเหล่าแวมไพร์ฮันเตอร์ที่คอยตามล่าอย่างขวักไขว่

ตอนแรกเขาก็มีความประสงค์อยากจะลองไปเผชิญโลกภายนอกดูบ้าง.. แต่แมกซิสห้าม หลังจากนั้นก็เลยเก็บตัวอยู่แต่ในโรงครัวคอยดูแลเหล่าอาหาร ที่คนพวกนั้นได้เพียงแค่โยนส่งๆ เพื่อรอคิวทานแล้วเดินจากไปเท่านั้น

ทุกคนในโรงครัวที่นี้เคยคิดจะหลบหนีชะตากรรมอันโหดร้ายอันนี้ แต่ทว่าผลลัพธ์ก็คือไม่เคยมีผู้ใดรอดออกไปเลย เมทเซร่าหรุบตาลงอย่างสิ้นหวัง

เมื่อเห็นว่าทุกชีวิตที่เขาดูแลได้หลับลงหมดแล้วเขาก็บิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วเดินไปหยิบผ้าชุบน้ำเย็นมาบิดหมาดแล้วเช็ดหน้าเช็ดตาของตัวเองเป็นการให้รางวัล

สาเหตุที่เขาดูแลคนเหล่านี้อย่างดีก็เป็นเพียงเพราะ.. เหงา และต้องการจะมอบความอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้พบเจอตั้งแต่แม่ของเขาเสียไปกระมัง

มารดาของเขาโดนแมกซิสใช้มีดหั่นเนื้อตัดศีรษะผ่าเป็นสองเสี้ยวเมื่อพบว่าเขาเป็นเพียงชายที่มีใจเป็นหญิง

ในตอนนั้นเขาเองก็เกือบจะถูกสังหารเหมือนกัน แต่เนื่องจากว่าตอนนั้นเขาได้เก็บมนุษย์บาดเจ็บคนนึงมาเยียวยา โทษตายก็เลยตกไปที่มนุษย์คนนั้น.. แมกซิสดูดเลือดคนๆ นั้นที่หายดีจนแห้งเหือดแล้วยิ้มพึงพอใจต่อหน้าเขา

‘ เลือดของคนๆ นี้อร่อยนัก เจ้าเป็นคนบำรุงสินะ’ ตอนนั้นเขาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้าตัวสั่นเทิ้มที่ห้องโถงใหญ่ เหล่าบุคคลชั้นสูงได้พากันมองดวงหน้าผ่องใสของแมกซิสแล้วเริ่มพากันร้องขอให้เก็บตัวเขาเอาไว้... เพื่อให้ตัวเองได้ลิ้มรสชาติของโลหิตที่โอชาบ้าง

เขาเองก็จำหน้าของมารดาไม่ได้เสียแล้วสิ เขาจำได้แค่เสียงอ่อนหวานในยามเด็ก และเสียงกราดเกรี้ยวในตอนเป็นวัยรุ่นเท่านั้น.. ความทรงจำนั้นมันผ่านมานานสองศตวรรษแล้วนี่นะ

ไม่แปลก...

เขากระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้นแล้วกำลังจะก้าวย่างออกจากโรงอาหารก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายพร้อมกับท่านผู้นำตระกูลได้นำร่างมนุษย์ผู้ซึ่งสลบเหมือดไม่ได้สติมาเสือกไว้ที่อกเขาพร้อมกับกำชับเสียงเข้ม

“ดูแลเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้เสียให้จงดี อย่าให้บกพร่องได้” เขาพยักหน้ารับคำแล้วนำไปวางไว้บนเตียงนอนของตัวเองก่อนจะสำรวจร่างกายทั้งหมดแล้วขมวดคิ้ว บริเวณลำคอมีรอยกัด.. แต่ทว่าไม่มีอาการข้างเคียงของพิษ เขายิ่งขมวดคิ้วยิ่งขึ้นเมื่อสำรวจไปถึงที่ด้านล่าง... นิ้วเท้าหายไป.. ขณะที่กำลังจะหันไปถามถึงสาเหตุท่านผู้นำตระกูลก็ได้เดินจากไปเสียแล้ว อา... เมทเซร่าเข้าใจอะไรได้เลาๆ ก่อนที่จะมีมือปริศนายื่นนิ้วข้อเล็กๆ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นนิ้วเท้าที่หายไปให้

“ช่วยทำให้เป็นเหมือนเดิมด้วยขอรับ”เมทเซร่ามองหน้าโลเวซแล้วรับคำเบาๆ

“อืม..”

 

มนุษย์ผู้นี้ซึ่งถูกท่านแมกซิสถูกใจ ได้สติฟื้นคืนมาในยามสองทุ่มของวันถัดมา

“ได้สติแล้วรึ?”เมทเซร่าละมือจากการเฝ้าไข้ของเด็กสาวอายุ 14 ที่เพิ่งโดนเหล่าคนชั้นสูงในตระกูลลักพาตัวมาจากหมู่บ้านด้านล่าง แล้วเดินไปยังเตียงส่วนตัวของตัวเองที่บัดนี้ยกให้กับคนไข้ที่ต้องการเตียงนุ่มนิ่มในการฟื้นฟูสมรรถภาพ

‘คนไข้’ แยกเขี้ยวขู่ใส่พร้อมคำรามเสียงก้องจนคนอื่นๆ ในบริเวณนั้นเริ่มขลาดกลัว

“ไม่ต้องมายุ่งกับข้า! ไอ้พวกสวะชั้นต่ำ!”

เมทเซร่านิ่งเงียบพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“ข้าต้องขออภัยด้วย แต่ทว่าข้าก็ต้องทำการรักษาเจ้าเนื่องจากว่าเจ้าเป็นอาหารจานหลักที่โดนท่านแมกซิสหมายตาเอาไว้ ข้าจึงต้องดูแลไปตามหน้าที่เท่านั้น.. รวมไปถึงการทำให้นิ้วเท้าของเจ้ากลายเป็นปกติด้วย” อาหารจานหลัก ซึ่งตอนนี้เป็นคนป่วยนั่งพิงหัวเตียงได้แต่ส่งเสียงสบถในลำคอขลุกขลักฟังไม่ถนัดนัก

“เจ้าหิวแล้วหรือยัง? คนป่วยต้องทานอาหารเยอะๆ จะได้หายเร็วๆ.. โดยเฉพาะนิ้วเท้าของเจ้าที่โดนตัดไป” เมทเซร่าลุกขึ้นโดยไม่ฟังเสียงพร้อมทั้งหยิบชุดอาหารเช้าจานโตมาให้ เมื่อทำงานให้โรงครัวนานเข้าๆ ฝีมือการทำอาหารของเขารุดหน้ามากพอที่จะซื้อใจของคนเหล่านั้นที่โดนเก็บมาเป็นอาหาร

เขารู้ดี.. ว่าจะต้องมีลูกล่อลูกชนอย่างไรคนจึงจะยินยอมเชื่อฟังคำของเขา.. ก่อนจะถูกนำไปส่งให้กับเหล่าผู้ดีพวกนั้น

เมื่ออาหารเสิร์ฟให้ถึงที่เตียงนอน คนป่วยก็จ้องอาหารสลับกับใบหน้าของเขาอย่างเขม็งเคร่งเครียด

“ไม่มียาพิษหรอกนะ”เขารู้ดี.. สีหน้าระแวงที่พบเห็นมาเป็นร้อยปี “แต่ถ้าเจ้ายังไม่กิน.. ข้าก็จะยกอาหารชุดนี้ให้เด็กสาวคนนั้นทานนะ นางเพิ่งถูกพามาเช่นเจ้า กำลังหิวได้ที่อยู่เช่นกัน”เขาผายมือไปยังเด็กสาวที่ยังคงนอนซมป่วยไข้อยู่ที่เตียงที่อยู่ติดกำแพงหิน เมทเซร่าจ้องมองคนไข้ที่ยังคงมองอาหารอย่างเคร่งเครียดก่อนจะหยิบขนมปังมาบิเป็นชิ้นเล็กแล้วกลั้นใจกิน

หลังจากนั้นอาหารชุดนั้นก็หมดไป

เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ เมทเซร่าก็เก็บจานแล้วพูดขึ้นกลางอากาศว่า

“ข้าลืมแนะนำตัวให้เจ้ากระมัง ข้าชื่อเมทเซร่า เมทเซร่า ลุซ.. เป็นคนครัวของที่นี่”โดยมารยาทแล้วหากจะเอ่ยชื่อให้กับคนที่ต้องเป็นอาหารเพียงครั้งเดียวแล้วจำเป็นอย่างมาก อย่างน้อยๆ ก่อนตาย เขายังรู้ว่ายังมีคนดูแลไม่ให้ลำบากแล้วค่อยสิ้นชีพเป็นอาหารอีก

คนไข้นิ่งพลางจ้องมองดวงตาของเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ

“ฟรานซิส..” เมทเซร่าเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะทวนคำ “ฟรานซิส? ใช่ฟรานซิส ดยุคแห่งเวลส์ ใช่หรือไม่?” คนไข้..ซึ่งบัดนี้มีชื่อแล้วพยักหน้า

“ถ้าเช่นนั้น.. ท่านแมกซิสคิดอันใดของเขากันนะ” เมทเซร่าครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจ ไหนบอกว่าเจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้นไม่ควรแก่การประมืออย่างไรล่ะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นอาหารให้ท่านผู้นำตระกูลที่แสนเย่อหยิ่งคนนั้น

แต่เขาเองก็ว่าท่านแมกซิสไม่ได้ เขาเองก็เย่อหยิ่ง... กับคนในตระกูลเหมือนกัน

แม้ว่าเมทเซร่าจะกำพร้าแม่ แต่ทว่าบิดาแท้ๆ ก็คือแมกซิส ดังนั้นศักดิ์ต่างๆ ของเขาจึงค่อนข้างสูง และพลังของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าคนชั้นสูงในตระกูลเลยแม้แต่น้อย

แต่สาเหตุที่เขาเย่อหยิ่งจองหองไม่ใช่เพราะเหตุนั้น

สาเหตุมาจากเพราะว่าเขาเป็นเพียงคนเดียว.. ที่ได้ควบคุมสิทธิ์ทุกอย่างในโรงครัวอย่างเด็ดขาด มีอำนาจด้อยกว่าแค่ท่านผู้นำตระกูลในบางกรณีเท่านั้น

คนอื่นๆ จะต้องทานอาหารที่เขาจัดสรรให้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่มย่าม

“เจ้าสวะ.. ไม่สิ ทำไมที่คฤหาสน์นี้ถึงได้มีโรงครัวกัน.. ฉันไม่เข้าใจ ถ้าจะหาอาหารก็ทำให้กินอิ่มท้องเป็นมื้อๆ ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอไง?”เมทเซร่ามองอาหารมาใหม่ด้วยหางตาพร้อมกับอธิบายเสียงราบเรียบ

“คนในตระกูลลุซเจ้าคิดว่ามีเพียงหยิบมือหรืออย่างไร” ฟรานซิสสะอึก “เจ้าเป็นแวมไพร์ฮันเตอร์ก็น่าจะรู้ดีมิใช่รึ? ว่าพวกคนในตระกูลลุซ นอกจากจะมีมากมายเกินกว่าจะใช้นิ้วมือนิ้วเท้าของเจ้ากับข้ารวมกันนับไม่หมดแล้ว ยังจะเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีอัตตางี่เง่าเรื่องลำดับชั้นวรรณะเสียอีก แวมไพร์ชั้นสูงต้องนั่งเฉยๆ คัดสรรมนุษย์ที่เป็นเหยื่ออย่างดี ขณะที่แวมไพร์ชั้นเลวด้านล่างจะต้องทำงานแทบเป็นแทบตายเพื่อเลียแข้งเลียขามีหน้ามีตาในตระกูลน่ะ”เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็หรุบตาลงแล้วเชิดหน้าขึ้นจ้องหน้าฟรานซิส “แต่เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านด้านล่างแตกตื่น พวกข้าก็เลยต้องทำการทำโรงครัวแห่งนี้เพื่อถ่วงเวลาการกินให้นานยิ่งขึ้น” ว่าแล้วก็ผายมือไปยังเหล่ามนุษย์ที่เริ่มปรือตานอนหลับกันบ้างแล้ว “แต่ทว่าพวกโลภมากก็ยังคงมีอยู่ แอบมาไหว้วานยัดสินบนเพื่อให้ข้านำมนุษย์ที่ต้องการดื่มกินล่วงหน้าแบบไม่จำเป็น.. ซึ่งแน่นอนว่าโดนไล่ตะเพิดหมด”เขาจ้องมองคนไข้ที่บัดนี้เริ่มมองเขาด้วยแววตางงงัน

“แล้วก็...สาเหตุที่ข้าทำเช่นนั้นก็มีเพียงเหตุผลเดียว”

คนไข้จ้องมองด้วยแววตาวาววับเมื่อเขาพูดออกไป

“ข้ารักมนุษย์เหล่านี้ ข้ามิอาจทนเห็นพวกเขาถูกทรมานให้กลายเป็นของเล่น แค่เป็นอาหารให้เผ่าพันธุ์ของข้าก็น่าอดสูอยู่แล้ว”

 

หลังจากนั้นคนไข้ก็ไม่ค่อยพูดอันใดกับเขาอีก ได้แต่นอนพักรักษาตัว กินอิ่ม นอนหลับ ขับถ่ายตามปกติ

“เจ้าต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรืออย่างไร?” ฟรานซิสมองเมทเซร่าที่พับแขนเสื้อขึ้นแล้วหยิบถังอาจมที่รองใต้เตียงไปล้าง

“ถ้าข้าไม่ทำ..แล้วใครจะทำ คนในโรงครัวทั้งหมดมีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้น” ฟรานซิสเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ คนร้อยกว่าคนในห้องนี้... ทำเองทั้งหมด

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงเด็กทารกร้องไห้จ้า เมทเซร่ารีบล้างมือแล้วถอดชุดที่เปื้อนสกปรกออกไปแล้วหยิบผ้าขาวมาก่อนจะวิ่งไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับเด็กทารกอายุหกเดือน แม่ของเด็กคนนี้จากไปแล้ว เมื่อสองวันก่อน แมกซิสเกิดนึกคึกอยากลองทานสตรีผู้ซึ่งคลอดบุตรคนแรก เขาจึงต้องตัดใจส่งผู้หญิงคนนี้ไป.. แม้ว่าจะเป็นฟาร์มมนุษย์ แต่ทุกคนก็ล้วนรักชีวิตตัวเอง เมทเซร่าอุ้มลูกของเหยื่อในวันนั้นเอาไว้พร้อมกับฝากเอาไว้กับหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง “ข้าขอฝากไว้ก่อนนะ ตอนนี้เนื้อตัวข้าไม่สะอาด”ว่าแล้วก็วิ่งวุ่นไปทำความสะอาดต่อ

เมื่อเสร็จจากการทำความสะอาดถังอาจมก็รีบเช็ดหน้าเช็ดตาลวกๆ เช็ดมือไม้อย่างประณีตพร้อมทั้งปลดเปลื้องเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วในตอนนั้นแล้วรีบไปกล่อมปลอบเด็กทารกน้อยแล้วรีบไปชงนมแพะมาให้เด็กน้อยดื่มทันที เมื่อเด็กทารกหลับ เมทเซร่าก็รีบจัดการดูแลทำแผลกรีดข้อมือของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งเต้นไปทำอาหารแล้วรีบนำมาเสิร์ฟให้ทุกคนทีละโต๊ะๆ โดยคำนึงถึงเรื่องอาการแพ้ไม่แพ้ และคนป่วยอย่างแม่นยำ

เมื่อครู่เป็นเพียงส่วนของยามเช้า

ยามบ่าย เมทเซร่าก็เปิดประตูที่ปิดทึบแล้วรีบหลบแสงแดดที่ส่องจ้าเข้ามาในห้อง เหล่าผู้คนซึ่งวิ่งได้ก็รีบไปสัมผัสแสงอาทิตย์อย่างรวดเร็ว ชายวัยกลางคนที่กรีดข้อมือในยามเช้านั้นก็ได้ปีนกำแพงหนีแต่แล้วก็ต้องพบว่ากำแพงมีกับดักแล้วเสียชีวิตคาที่ตรงนั้น เหล่าคนที่อยู่ก่อนๆ ไม่ได้สนใจซากศพหากแต่หันไปสนใจกับอาการของผู้มาใหม่แล้วลูบปลอบพลางอธิบาย

ฟรานซิสยังคงอยู่ในห้องพักพร้อมทั้งมองเมทเซร่าที่แม้จะปล่อยให้อาหารเดินเล่นกันในนั้นก็ยังคงทำงานวุ่นอยู่เหมือนเคย แม้ว่าจะไม่มีคนแต่ก็ต้องคอยเก็บจานชามที่คนเหล่านั้นกินเอาไว้ รวมไปถึงทำอาหารเย็นเผื่อเอาไว้ด้วย

เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เมทเซร่าก็เปิดประตูอีกครั้งแล้วเรียกให้กลับเข้ามา คนเก่าๆ เดินเข้าไปแบบไม่อิดออด ขณะที่คนมาใหม่ก็ค่อยๆ เดินกระมิดกระเมี้ยนจนเมทเซร่าต้องตะโกนซ้ำอย่างเร่งร้อน

“ระวัง! ค่ำๆ แบบนี้คนอื่นชอบแอบมาย่องลักพาตัวพวกเจ้าไปกินในห้อง รีบๆ เข้ามาก่อนที่จะไม่ได้เห็นแสงตะวันในวันพรุ่งอีก!”

ฟรานซิสมองอาการเป็นห่วงแล้วอดนิ่วหน้าไม่ได้จนถึงเวลาเข้านอน

 

“เจ้าไม่เหนื่อยบ้างรึ?”เขาถามในยามเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เหล่ามนุษย์ได้พากันหลับใหลหมดแล้ว เมทเซร่าเลิกคิ้วนิดๆ แล้วส่ายหน้า

“ข้าทำเช่นนี้มาเป็นเวลาสองร้อยปีแล้ว ไม่เคยเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย”ฟรานซิสนิ่ง